การออกกำลังกาย...กุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วันที่เผยแพร่: 11 พฤศจิกายน 2568

kan-okkamlangkai-khong-phupuai-rok-baowan 1
การออกกำลังกาย...กุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องอาศัยการจัดการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากการควบคุมอาหาร
และการใช้ยาแล้ว การออกกำลังกาย ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดในการช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวาน
มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานในหลายด้าน ดังนี้

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น: การออกกำลังกายช่วยเพิ่มความไวของเซลล์ต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ทำให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น ส่งผลให้ ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน
  • ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน: ช่วยลดระดับไขมันและความดันโลหิต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง
  • ควบคุมน้ำหนักและลดไขมัน: การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญแคลอรี่และลดปริมาณไขมัน  โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย: เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนโลหิต
  • สุขภาพจิตที่ดีขึ้น: ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และเพิ่มความมั่นใจในตนเอง

ประเภทและความถี่ของการออกกำลังกายที่แนะนำ

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม
กับสภาพร่างกายและโรคประจำตัวอื่น ๆ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ(Low-Impact Cardio)
ท่าเหล่านี้ช่วยเพิ่มการเผาผลาญและทำให้หัวใจทำงานดีขึ้นโดยมีแรงกระแทกต่อข้อต่อน้อยมาก


1. การเดินอยู่กับที่ (Marching in Place)
วิธีทำ : ยืนตัวตรงแกว่งแขนตามธรรมชาติเหมือนเดินปกติค่อยๆยกเข่าสลับข้างขึ้นลง
ประโยชน์ : เป็นการวอร์มอัพที่ดีเยี่ยมและเป็นแอโรบิกที่ง่ายที่สุดช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
ทำซ้ำ : ทำต่อเนื่อง 5-10 นาทีหรือตามที่ร่างกายไหว


2. การก้าวเท้าด้านข้าง (Side Steps)
วิธีทำ : ยืนตัวตรงก้าวเท้าไปด้านข้างหนึ่งก้าวแล้วดึงเท้าอีกข้างมาชิดทำสลับซ้ายขวาอย่างต่อเนื่อง
ประโยชน์ เป็นการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและฝึกการทรงตัวเบาๆ
ทำซ้ำ : ทำต่อเนื่อง 5-10 นาที


3. เตะขาไปด้านหน้า/ด้านหลังเบาๆ (Gentle Leg Kicks)
วิธีทำ :  เตะหน้า : จับพนักเก้าอี้เพื่อทรงตัวค่อยๆเตะขาตรงไปด้านหน้าเบาๆโดยไม่ต้องยกสูงมาก
              เตะหลัง : ใช้มือจับเก้าอี้เช่นกันค่อยๆเตะขาไปด้านหลังเล็กน้อย (ระวังอย่าให้หลังแอ่น)
ประโยชน์ : ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและก้น
ทำซ้ำ : ข้างละ 10-15 ครั้ง (ไม่ต้องใช้แรงมาก)
คำแนะนำ: ควรแบ่งการออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ และไม่ควรหยุดพักติดต่อกันเกิน 2 วัน


ท่าเสริมสร้างความแข็งแรงและยืดเหยียด (Strength & Flexibility)

ท่าเหล่านี้สามารถช่วยให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นและป้องกันข้อต่อติด

4. ท่าสควอทโดยใช้เก้าอี้ (Chair Squat / Sit-to-Stand)
วิธีทำ ยืนหันหลังให้เก้าอี้ที่มั่นคงกางขาออกความกว้างช่วงสะโพกค่อยๆย่อตัวลงเหมือนจะนั่งเก้าอี้ (หลังตรง) เมื่อก้นแตะเก้าอี้เบาๆให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ
ประโยชน์ : สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาและก้นซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ช่วยดึงน้ำตาลไปใช้
ทำซ้ำ : 10-15 ครั้ง, 2-3 ชุด


5. ท่ายกส้นเท้า (Calf Raises)
วิธีทำ : ยืนตัวตรงจับเก้าอี้หรือผนังเพื่อทรงตัวค่อยๆยกส้นเท้าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ค้างไว้ 1 วินาทีแล้วค่อยๆวางส้นเท้าลง
ประโยชน์ : เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่องและช่วยการไหลเวียนเลือดที่ขา
ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง, 2-3 ชุด


6. บริหารข้อเท้าและเท้า (Ankle and Foot Mobility)
ท่านี้สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ปลายเท้าซึ่งเสี่ยงต่ออาการชาและแผล
กระดกข้อเท้า : นั่งหรือยืนจับเก้าอี้ไว้ค่อยๆกระดกปลายเท้าขึ้น-ลงช้าๆ
หมุนข้อเท้า : หมุนข้อเท้าเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาแล้วทวนเข็มนาฬิกา
ประโยชน์ : ลดอาการชาและเพิ่มการไหลเวียนที่เท้า
ทำซ้ำ : ท่าละ 10-15 ครั้งต่อข้าง


7. ท่ายืดกล้ามเนื้อหัวไหล่ (Shoulder Stretch)
ประโยชน์ : ป้องกันอาการไหล่ติดและคลายกล้ามเนื้อส่วนบน
วิธีทำ : ยืนตัวตรงประสานมือไว้ด้านหน้าอกแล้วค่อยๆยืดแขนไปด้านหน้าให้สุดจนรู้สึกตึงบริเวณสะบักและไหล่ค้างไว้ 10-15 วินาที

ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย

การออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย

  • ห้ามออกกำลังกาย: หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 250 มก./ดล. หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล.
  • เตรียมพร้อม: ควรมีลูกอม, น้ำหวาน หรือน้ำตาลกลูโคสสำรองติดตัวเสมอ เผื่อกรณีเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่มีคาร์โบไฮเดรต 15-20 กรัมก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะปลายประสาทเสื่อม
  • เวลาที่เหมาะสม: ควรออกกำลังกายหลังมื้ออาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง และควรออกกำลังกายในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน 5-10 นาทีหลังออกกำลังกายทุกครั้ง
  • การควบคุมระดับน้ำตาล
  • อบอุ่นร่างกายและผ่อนคลาย: ควรอบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 5-10 นาทีก่อน และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Cool-down)
  •  หลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง: ผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงต้านสูง เช่น การยกน้ำหนักที่หนักมากการออกกำลังกายไม่ใช่แค่การรักษาสุขภาพ แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับ ผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยการวางแผนที่เหมาะสมและความระมัดระวัง ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย และเก็บเกี่ยวประโยชน์มหาศาลเพื่อการใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
  • ก่อนออกกำลังกาย: ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หากต่ำกว่า 100 มก./ดล. ควรทานอาหารว่าง
  • การดูแลเท้าสวมใส่รองเท้าและถุงเท้าที่เหมาะสมและพอดี เพื่อป้องกันการบาดเจ็บหรือเกิดแผลที่เท้า

ข้อมูลเบาหวานอื่นๆ:

แพทย์ประจำแผนก กายภาพบำบัด

บทความทางการแพทย์

Title Line
นิ่วในถุงน้ำดี
ทางเดินอาหารและตับ
นิ่วในถุงน้ำดี การรักษาและการดูแลหลังกลับบ้าน

การผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยกล้องเป็นวิธีรักษามาตรฐานสำหรับนิ่วในถุงน้ำดี แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว รู้ขั้นตอน ข้อดี การเตรียมตัว และการดูแลหลังผ่าตัดอย่างถูกต้อง

สาขานครสวรรค์
ไส้ติ่งอักเสบ
ศัลยกรรม
ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)

ไส้ติ่งอักเสบเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว รู้จักอาการเตือน การตรวจวินิจฉัย และแนวทางการผ่าตัดที่ปลอดภัยในโรงพยาบาลศรีสวรรค์

สาขานครสวรรค์
แผลผ่าตัด
ศัลยกรรม
การดูแลแผลผ่าตัดขณะกลับไปอยู่บ้าน

คู่มือดูแลแผลผ่าตัดขณะพักฟื้นที่บ้าน พร้อมขั้นตอนทำแผลที่ถูกต้อง วิธีป้องกันการติดเชื้อ ปัจจัยที่ทำให้แผลหายช้า และสัญญาณอันตรายที่ควรมาพบแพทย์ โรงพยาบาลศรีสวรรค์ นครสวรรค์

สาขานครสวรรค์
facebook messenger iconline icon
โรงพยาบาลศรีสวรรค์