ฝีที่ทวารหนัก คืออะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาที่ควรรู้
วันที่เผยแพร่: 9 มิถุนายน 2569
วันที่เผยแพร่: 9 มิถุนายน 2569

ฝีที่ทวารหนัก คืออะไร?
ฝีที่ทวารหนัก หรือ Perianal abscess คือ ภาวะติดเชื้อบริเวณรอบรูทวารหนัก ทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองสะสมอยู่ใต้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อรอบทวารหนัก ผู้ป่วยมักมีอาการปวด บวม แดง ร้อน หรือคลำได้เป็นก้อนบริเวณใกล้ทวารหนัก อาการปวดมักมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลานั่ง เดิน ขยับตัว หรือขับถ่าย
โรคนี้ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือพยายามบีบหนองเอง เพราะอาจทำให้การติดเชื้อลุกลามมากขึ้น หากมีอาการสงสัยควรพบแพทย์เพื่อประเมินและรับการรักษาที่เหมาะสม
อาการของฝีที่ทวารหนัก
อาการที่พบได้บ่อย
ได้แก่
อาการร่วมที่อาจพบได้
ฝีที่ทวารหนักต่างจากริดสีดวงอย่างไร?
ฝีที่ทวารหนักและริดสีดวงทวารอาจทำให้รู้สึกมีก้อนหรือเจ็บบริเวณทวารหนักคล้ายกัน
แต่มีความแตกต่างกัน
ฝีที่ทวารหนักมักเกิดจากการติดเชื้อ
มีหนองสะสม ทำให้ปวด บวม แดง ร้อน และอาจมีไข้ร่วมด้วย
อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ริดสีดวงทวารมักเกิดจากหลอดเลือดบริเวณทวารหนักโป่งพอง
อาจมีเลือดออกเวลาถ่าย คัน ระคายเคือง หรือคลำได้เป็นก้อน
แต่โดยทั่วไปจะไม่ใช่การติดเชื้อที่มีหนอง
หากมีอาการปวดมาก
บวมแดง มีไข้ หรือมีหนองไหล ควรพบแพทย์ ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นริดสีดวงทวาร
สาเหตุของฝีที่ทวารหนัก
ฝีที่ทวารหนักมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณต่อมเล็ก
ๆ รอบทวารหนัก เมื่อต่อมเกิดการอุดตันหรือมีการติดเชื้อ
จะทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองสะสม จนเกิดเป็นก้อนฝีบริเวณรอบทวารหนัก
บางรายอาจมีฝีอยู่ตื้นใกล้ผิวหนัง
ทำให้สังเกตเห็นก้อนบวมได้ชัดเจน แต่บางรายฝีอาจอยู่ลึก
ทำให้มองไม่เห็นจากภายนอกชัดเจน แต่อาจมีอาการปวดลึก ๆ ปวดมาก หรือมีไข้ร่วมด้วย
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดฝีที่ทวารหนัก
การวินิจฉัยฝีที่ทวารหนัก
แพทย์จะซักประวัติอาการ เช่น ตำแหน่งที่ปวด ระยะเวลาที่เป็น มี ไข้หรือไม่ มีหนองไหลหรือไม่ รวมถึงประวัติโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือโรคลำไส้อักเสบ จากนั้นแพทย์จะตรวจบริเวณรอบทวารหนัก เพื่อดูอาการบวม แดง ก้อนหนอง หรือจุดที่มีหนองไหล ในบางรายที่ฝีอยู่ลึก หรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อประเมินตำแหน่งและขอบเขตของการติดเชื้อ
วิธีการรักษาฝีที่ทวารหนัก
การรักษาฝีที่ทวารหนักขึ้นอยู่กับตำแหน่ง
ขนาด ความรุนแรงของอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแนวทางหลัก ได้แก่
1.การผ่าระบายหนอง
เป็นวิธีรักษาหลักของฝีที่ทวารหนัก
แพทย์จะเปิดระบายหนองออก เพื่อลดการอักเสบ ลดแรงดันในก้อนฝี และช่วยบรรเทาอาการปวด
หลังระบายหนองแล้ว อาการปวดมักดีขึ้นตามลำดับ
การผ่าระบายหนองอาจทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ หรือในบางรายอาจต้องทำในห้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง ความลึกของฝี และอาการของผู้ป่วย
2.การใช้ยา
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ยาลดอักเสบ หรือยาปฏิชีวนะในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยมีไข้ มีการติดเชื้อลุกลาม มีโรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
อย่างไรก็ตาม
การใช้ยาเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอหากมีหนองสะสมอยู่มาก
ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม
การดูแลแผลหลังระบายหนอง
หลังการรักษา
ผู้ป่วยควรดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
เพื่อช่วยให้แผลหายดีและลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ
คำแนะนำทั่วไป
ได้แก่
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
หากปล่อยฝีที่ทวารหนักไว้โดยไม่ได้รับการรักษา
การติดเชื้ออาจลุกลาม ทำให้อาการปวด บวม และอักเสบรุนแรงขึ้น
บางรายอาจเกิดหนองกระจายลึกขึ้น หรือมีไข้สูงร่วมด้วย
ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ
คือ การเกิดฝีคัณฑสูตร หรือ Anal fistula ซึ่งเป็นช่องเชื่อมผิดปกติระหว่างทวารหนักกับผิวหนังบริเวณรอบทวารหนัก
ทำให้มีหนองหรือของเหลวไหลซ้ำ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ
และอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมโดยแพทย์เฉพาะทาง
สัญญาณที่ไม่ควรละเลย
ควรรีบพบแพทย์
หากมีอาการดังต่อไปนี้
การป้องกันและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
แม้ฝีที่ทวารหนักบางรายอาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด
แต่การดูแลสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงสามารถช่วยลดโอกาสเกิดซ้ำได้
ข้อควรระวัง
ไม่ควรบีบ เจาะ
หรือพยายามระบายหนองเอง เพราะอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายมากขึ้น
เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง และทำให้แผลลุกลามได้
ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและรักษาอย่างถูกวิธี
ฝีที่ทวารหนักเป็นภาวะที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
หากมีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีหนอง หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์
เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลามและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

















