10 ขั้นตอนการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ
การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยขับถ่ายปัสสาวะได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว การดูแลสายสวนที่ถูกต้องจะช่วยลดการติดเชื้อ ระคายเคือง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
1. ล้างมือก่อนและหลังทุกครั้ง
เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ
2. ดูแลจุดที่สายสวนเข้าสู่ผิวหนังให้สะอาด
- ล้างทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณที่ใส่สายสวนทุกวัน
- ใช้น้ำสะอาดหรือสารละลายทำความสะอาดที่โรงพยาบาลแนะนำ
3. การติดพลาสเตอร์หรือยึดสายสวน
- ยึดสายสวนให้เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้สายดึงรั้ง
- ลดโอกาสการเกิดแผลกดทับหรือการระคายเคือง
4. การจัดตำแหน่งของถุงปัสสาวะ
- ตำแหน่งถุงปัสสาวะต้องต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอ
เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อ - ห้ามวางถุงปัสสาวะบนเตียง
- ห้ามให้ถุงปัสสาวะแขวนสูงกว่ากระเพาะปัสสาวะ
กรณีผู้ป่วยนอนตะแคง/นั่งรถเข็น
- สายสวนต้องไม่พับ งอ หรือถูกดึง
- ตรวจว่าถุงอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอ
5. สังเกตการไหลของปัสสาวะในสายสวน
- ปัสสาวะต้องไหลได้ดี ไม่ติดขัด
- หากปัสสาวะไหลช้าลง สายสวนอาจงอหรือเกิดการอุดตัน ให้จัดตำแหน่งกับเปลี่ยนท่าทันที
- หากไม่ดีขึ้น ให้ติดต่อบุคลากรทางการแพทย์
6. กรณีพบเลือดหรือน้ำหนองบริเวณสายสวน
- ให้ทำความสะอาดและแจ้งพยาบาลโดยเร็ว
- อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือการระคายเคืองจากการเคลื่อนไหว
7. การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ
- โดยทั่วไปสายสวนต้องได้รับการเปลี่ยนตามกำหนด
- หากมีการอุดตันหรือปัสสาวะไม่ออก ต้องเปลี่ยนทันที
- การเปลี่ยนสายสวนต้องทำโดยแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น
8. เมื่อมีการเปลี่ยนท่า ควรตรวจสายสวนซ้ำ
- หลังขยับตัว อาจทำให้สายเลื่อนหรือดึงรั้ง
- ตรวจให้แน่ใจว่าสายอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและไม่ตึง
9. ดูแลรอบ ๆ สายสวนในผู้ชายและผู้หญิง
- ผู้ชาย: อาจต้อง reposition บริเวณปลายอวัยวะเพศเพื่อป้องกันการกดทับ
- ผู้หญิง: ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตำแหน่งใกล้ท่อปัสสาวะสั้น ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่า
10. การดูแลถุงปัสสาวะ
- ล้างทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า–เย็น)
- ห้ามเติมน้ำลงในถุงปัสสาวะ
- หลังเทปัสสาวะ ต้องปิดฝาถุงให้สนิท
- หากต้องเปลี่ยนถุง ให้เปลี่ยนด้วยอุปกรณ์ใหม่เท่านั้น
อาการผิดปกติที่ต้องรีบมาพบแพทย์
- ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย
- ปวดท้องน้อยหรือปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะ
- ไข้ หนาวสั่น
- ปัสสาวะมีเลือดปนมาก หรือมีกลิ่นแรงผิดปกติ
- สายสวนหลุดหรือขยับเข้า–ออกผิดปกติ